แนวคิดของอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) มาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อุปทานหมายถึงปริมาณของสินค้าที่มีให้กับผู้บริโภค ในขณะที่อุปสงค์คือความต้องการสินค้า ยิ่งมีอุปทานในตลาดมากเท่าไร ราคาสินทรัพย์ก็จะยิ่งลดลงได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน ความต้องการที่สูงมักจะทำให้ราคาสูงขึ้น
ในการซื้อขาย ผู้คนใช้ Demand and Supply เป็นแนวต้านและแนวรับ ณ จุดที่ราคาของสินทรัพย์อาจชะลอตัวหรือกลับตัว คล้ายกับแนวต้านและแนวรับแบบปกติ แต่มีเหตุผลพื้นฐานรองรับว่าทำไมราคาถึงกลับตัวในโซนนั้น
💡 การซื้อขาย Demand & Supply เมื่อรวมเข้ากับเทคนิคการซื้อขายอื่น ๆ จะมีประสิทธิภาพสูงมาก และจะทำให้ผลลัพธ์ไปสู่ระดับใหม่
🟢
Demand Zone (อุปสงค์)
เขตที่มีความสนใจซื้อในระดับราคาต่ำกว่าปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากรอให้ราคาลดลงมาถึงโซนนี้ก่อนค่อยซื้อ เพราะคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น มีคำสั่งซื้อจำนวนมากหยุดพักอยู่ที่ระดับนี้
🟢 เขตซื้อ — Buy Zone
🔴
Supply Zone (อุปทาน)
เขตที่เทรดเดอร์และนักลงทุนพยายามขายสินทรัพย์ ด้วยเหตุผลด้านปัจจัยพื้นฐานและทางเทคนิค บางคนขายเพราะสินทรัพย์ถึงเป้าหมาย บางคนขายเพราะสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง ราคาตอบสนองต่อโซนนี้อย่างรวดเร็ว
🔴 เขตขาย — Sell Zone
Supply Zone — เขตที่มีแรงขายจำนวนมาก ราคาตอบสนองอย่างรวดเร็ว
Demand Zone — เขตที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากรอพักอยู่
1
ตรวจสอบแผนภูมิและค้นหาสินทรัพย์
หาสินทรัพย์ที่มีลักษณะมีเขต Demand/Supply Zone ที่ชัดเจน ราคามีการกลับตัวที่ระดับนั้นมาแล้วหลายครั้ง
2
กำหนดเขตอุปสงค์ (Demand Zone)
กำหนดเส้นขอบบนและล่างของเขตอุปสงค์ โดยวางเส้นแนวรับไว้ที่ด้านล่างของแผนภูมิ
3
กำหนดจุดเข้าเทรดในโซน
มองหาจุดเข้า Long ที่จุดใดจุดหนึ่งใน Demand Zone รอให้ราคาร่วงลงสู่โซน โอกาสกลับตัวจะสูงขึ้น
ตัวอย่าง GBPUSD: จุดเข้าควรอยู่ระหว่าง 1.1408 ถึง 1.2000 เมื่อสินทรัพย์ร่วงลงสู่โซน
การระบุ Demand Zone — วาดกรอบครอบบริเวณที่ราคาเคยกลับตัว
กำหนดขอบบน-ล่างของ Demand Zone และจุดเข้าซื้อ
กลยุทธ์ที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับ Demand and Supply คือการซื้อขายในโซนพื้นที่ (Range Trading) เลือกสินทรัพย์ที่มีเขต Demand and Supply Zone ที่แข็งแกร่ง แล้วเข้าเทรดตรงช่วงที่มีการดีดตัวกลับ
ทุกเขตที่ทำให้เกิดการกลับตัวเป็นขาขึ้นคือ Demand Zone และทุกเขตที่ทำให้เกิดการกลับตัวเป็นขาลงคือ Supply Zone คู่สกุลเงินนี้ย้ายจาก Supply Zone ไปยัง Demand Zone การซื้อขายจึงขึ้นอยู่กับการรอให้ราคาเข้าสู่พื้นที่แล้วค่อยเปิดคำสั่งในทิศทางตรงกันข้าม
🔴 เปิด Short (Sell)
ใกล้กับเขต Supply Zone ~1.0790
SL: เหนือ Supply Zone
🟢 เปิด Long (Buy)
ต่ำกว่าเส้น Demand ~1.0660
TP: ที่ Supply Zone ด้านบน
EURUSD — Range Trading ระหว่าง Demand Zone และ Supply Zone
⚠️ จำไว้: หากราคาทะลุผ่านเขต Demand Zone ไปแล้ว โซนนั้นสามารถกลายเป็น Supply Zone ได้อย่างรวดเร็ว (Zone Flip)
เขต Demand and Supply Zone ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เมื่ออารมณ์ตลาดเปลี่ยนไป ตลาดเริ่มกำหนดราคาด้วยข้อมูลใหม่ การจัดตำแหน่งของแรงซื้อขายก็เปลี่ยนจาก Bullish เป็น Bearish หรือกลับกัน
USDJPY แตะที่เขตอุปสงค์ถึง 4 ครั้ง หลังจากอารมณ์ตลาดเปลี่ยนไป เขต Demand Zone สูญเสียอำนาจและเปลี่ยนเข้าสู่เขต Supply Zone ราคาร่วงลงต่ำกว่าพื้นที่นั้น ทดสอบซ้ำก่อนที่จะร่วงลงอีก สังเกตความผันผวนที่เพิ่มขึ้นหลัง Breakout เพื่อแยก Breakout จริงออกจาก Breakout หลอก
🛑 Stop Loss
เหนือ Supply Zone เดิม (โซนที่เพิ่ง Flip)
🎯 Take Profit
ที่ Demand Zone ถัดไปด้านล่าง
USDJPY — Demand Zone แตะ 4 ครั้ง → Breakout → กลายเป็น Supply Zone
💡 Zone Flip หลัก: ยิ่งราคาแตะที่เขต Demand/Supply Zone มากเท่าใด โอกาสในการ Breakout ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การเคลื่อนไหวที่ผันผวนหลัง Breakout คือสัญญาณว่ากระบวนการประเมินใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น
🔭
ใช้ Timeframe ที่ยาวกว่าในการระบุโซน
การซื้อขายด้วย Demand and Supply ควรระบุเขตจาก TF ใหญ่ก่อน ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น สถาบัน ธนาคาร และนักลงทุน ใช้กรอบเวลาที่ใหญ่เพื่อกำจัดความผันผวนที่ไม่จำเป็น ระบุการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งนอกโซน และตรวจสอบความเชื่อมั่นตลาดอย่างต่อเนื่อง
📈
ใช้ Indicator ยืนยันโซน
RSI และ MACD มีประโยชน์อย่างยิ่งในการยืนยันเขต Demand/Supply Zone หากราคาอยู่ในโซน Supply แต่ RSI ไม่อยู่ใน Overbought → โอกาสสูงที่ราคาจะพุ่งขึ้นอีก แต่ถ้า RSI อยู่ใน Overbought + Supply Zone → สัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือสูง
📌 สรุปกลยุทธ์ Demand & Supply:
🟢 Range Trading: ซื้อที่ Demand Zone → TP ที่ Supply Zone | ขายที่ Supply Zone → TP ที่ Demand Zone
⚡ Breakout: เมื่อราคาทะลุโซน + Volume/Volatility เพิ่ม → เข้าตามทิศทาง Breakout
🔄 Zone Flip: Demand Zone ที่ถูกทะลุ → กลายเป็น Supply Zone และกลับกัน