📊
ระดับ % Margin Level

เทรดเดอร์สามารถประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้โดยจากค่าแสดงผล %Margin Level เมื่อค่า %Margin Level ต่ำกว่า 100% ระบบจะแจ้งเตือนให้เทรดเดอร์รีบเติมเงินทันที โดยจะมีแถบกระพริบสีแดงเตือน

% Margin Levelความหมาย
มากกว่า 10,000%ปลอดภัยมาก
5,000% – 10,000%ปลอดภัย
1,000% – 5,000%ปกติ
500% – 1,000%เริ่มมีการเทรดมากขึ้น หรือ Overtrade
100% – 500%วิกฤต
น้อยกว่า 100%พอร์ตใกล้แตก รีบเติมเงินด่วน

เทรดเดอร์หลายคนจึงพยายามหาทางแก้ไม่อยากติดขาดทุน เพื่อรอโอกาสราคากลับมายัง ณ จุดเดิมที่เทรดเดอร์ต้องการ การบริหารความเสี่ยงนั้น แต่ละคนมีแนวคิดหรือแนวทางที่ต่างกันไป แต่เงินทุนหรือ Balance มาก ๆ ย่อมได้เปรียบกว่า แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงเลย เมื่อเทรดเดอร์มีทุนมาก ๆ ก็มักจะเลือกการเปิด Lots ที่ใหญ่ขึ้นตาม ก็จะส่งต่อความเสี่ยงได้เช่นกัน

🔒
การ Hedging

Hedging หมายถึง การป้องกันจากการสูญเสีย หรือ ล็อกการขาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาทางแก้ไข การ Hedging คือ การเปิดออเดอร์ทั้งฝั่งขา Buy และขา Sell ในขนาด Lots ที่เท่ากัน เช่น เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy ที่ขนาด Lot = 1.00 เมื่อเวลาผ่านไป กราฟราคากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขาดทุนติดลบ เทรดเดอร์จึงทำการ Hedging โดยการเปิดออเดอร์ Sell ที่ขนาด Lot = 1.00 เช่นกัน ส่งผลให้การขาดทุนคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่านี้

1
ทำการ Hedging เรียบร้อยแล้ว การขาดทุนถูกล็อกไว้ ไม่เพิ่มขึ้นอีก
2
จะทำการแก้เกมโดยการเปิดออเดอร์ใหม่ เพื่อให้กำไรมาหักลบกลบหนี้ออเดอร์ที่ขาดทุน Hedging
3
การเปิดออเดอร์แก้เกม จะเป็นการเทรดในคู่เดิมหรือเทรดคู่อื่นก็ได้ เหมือนเทคนิคการค้าขาย เมื่อตัวไหนขาดทุน ก็หากำไรจากตัวอื่นมาทดแทน
4
เมื่อออเดอร์ทั้งหมด ผลรวมออกมากำไรแล้ว ก็สามารถปิดออเดอร์เคลียร์ทั้งหมดได้เลย แล้วเริ่มต้นเทรดใหม่ แต่เทรดเดอร์บางคนจะรอกำไรให้มาก ๆ แล้วมาเคลียร์ทั้งหมด บางครั้งกราฟมีการผันผวน สุดท้ายกลับมาติดลบอีกครั้ง ทำให้ต้องรอใหม่ ทำให้เสียโอกาสในการเทรดครั้งใหม่ได้
5
การ Hedging นั้น ต้องดูด้วยว่าบัญชีเทรดมีรูปแบบของ Free Swap หรือไม่ หมายถึงการถือออเดอร์ข้ามคืนโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม หากบัญชีเทรดของเทรดเดอร์มีการคิดค่า Swap การ Hedging ก็จะทำให้ลำบากมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายในการเสียค่า Swap ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เทรดเดอร์ก็จะต้องให้กำไรครอบคลุมในส่วนของค่า Swap ไปด้วย
6
การ Hedging ในระยะที่กว้างมากเกินไป โอกาสที่จะแก้ไขก็จะยากมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งแก้ยิ่งติด เหมือนลิงแก้แห ฉะนั้นควรวางแผนให้ดีหากเทรดผิดทาง จะตัดสินใจขาดทุนไปเลย หรือแก้เกม นี่คือการบริหารความเสี่ยงของเหล่านักเทรดเดอร์
Hedging example
ตัวอย่างการ Hedging เพื่อล็อกการขาดทุน
📏
การเปิดออเดอร์แก้แบบระยะถี่ ๆ

นอกจากการเปิดออเดอร์ไม้เดียว โดยมีการตั้ง Stop Loss แล้ว เทรดเดอร์สามารถนำระยะ Stop Loss มาเป็นจุดแก้เกมได้ โดยเปลี่ยนเป็นจุดเปิดออเดอร์เพิ่ม ผิดทางก็เปิดขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าราคาจะกลับตัวแล้วไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ เหมือนลักษณะการเปิดสวนเทรน

เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell เพราะคาดการณ์ว่าราคาจะลงมา แต่กลับตรงข้ามกับที่วางแผนไว้ ราคากลับปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงคิดจะแก้พอร์ตโดยสวนเทรน เทรดเดอร์บางคนเปิดในระยะถี่ ๆ ทุกระยะ 50 จุด – 100 จุด ต่อออเดอร์ ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาด Lots ที่เท่ากันทุกออเดอร์ หรือขนาด Lots ที่เพิ่มขึ้นกว่าออเดอร์ก่อนหน้า 2 เท่า หรือ 3 เท่า เมื่อราคากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะทำกำไรก็จะสูงมาก กำไรอย่างรวดเร็ว

⚠️ ความเสี่ยง: เทรดเดอร์หลายคนจึงใช้วิธีนี้เป็นการเทรดเป็นหลักเพราะกำไรเร็ว รวยเร็ว บางเทรดเดอร์จะใช้เทรดใน Timeframe M1 หรือ M5 แต่ในทางตรงกันข้าม หากกราฟไม่เป็นใจ กราฟขึ้นไปเรื่อย ๆ โอกาสที่จะล้างพอร์ตก็จะสูงตาม ฉะนั้นต้องวางแผนให้ดี
💡 เทคนิคนี้เหมาะกับ: ช่วงเวลาที่ไม่มีการประกาศข่าวตัวเลขสำคัญ ช่วงกราฟนิ่งหรือ Sideway และที่สำคัญ เงิน Balance ต้องเยอะมากพอสมควร เพื่อให้สามารถโดนลากไปในระยะยาวได้
Lots เท่ากัน vs เบิ้ลล็อต
Dense equal lots
📊 Lots เท่ากัน
โอกาสกำไรเมื่อราคากลับตัวลงเกิน 50–60% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
Dense double lots
📊 เบิ้ลล็อต (×2)
กำไรเมื่อราคากลับตัวอย่างน้อย 40% แต่โอกาสล้างพอร์ตสูงหากออเดอร์มากเกินไป
📐
การเปิดออเดอร์แก้ตามแนวรับแนวต้าน

การแก้ปัญหาในการออกออเดอร์ถี่ ๆ ลดความเสี่ยงต่อการล้างพอร์ต โดยใช้เทคนิคของการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านมาเป็นจุดเปิดออเดอร์แก้เกม โดยธรรมชาติของราคาจะมีขึ้นและมีลงเสมอ เมื่อเทรดเดอร์หาจุดกลับตัวของราคาได้ โอกาสที่จะพลิกกลับมากำไรเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการลดจำนวนการเปิดออเดอร์โดยไม่จำเป็น

หากราคายังไม่กลับตัวตรงระยะแนวต้านแรกได้ เทรดเดอร์สามารถหาระยะแนวต้านที่ 2 เป็นจุดเปิดออเดอร์แก้ได้อีกครั้ง ทุกครั้งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากราคาไม่เป็นใจ ก็ต้องตัดสินใจตัดขาดทุนเพื่อรักษาเงินทุนที่เหลือได้ ยังมีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้ ในทางตรงข้าม หากปล่อยให้ราคาลากผิดทางไปเรื่อย ๆ และคิดว่าราคาจะต้องกลับมา หากเงิน Balance ไม่พอ อาจจะล้างพอร์ตเลยก็ได้ ไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้อีกแล้ว

S/R equal lots
📐 แนวรับแนวต้าน + Lots เท่ากัน
กำไรเมื่อราคากลับตัวลงเกิน 50–60% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
S/R double lots
📐 แนวรับแนวต้าน + เบิ้ลล็อต
กำไรเมื่อราคากลับตัวลงมาอย่างน้อย 40% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
⚖️
เคล็ดลับปั้นพอร์ตให้กำไรยั่งยืน

หลายเทรดเดอร์ได้มีโอกาสไปเรียนเทรด ศึกษาหาความรู้ได้ทั้งใน Google, Youtube, Facebook, ซื้อหนังสือ หรือไปเรียนกับโค้ชเทรดเดอร์ตามสำนักต่าง ๆ ทั้งฟรีและเสียเงินหลักพัน หลักหมื่น หรือบางคนหลักแสนบาท ทำไมช่วงแรกที่เรียนมาเทรดได้กำไรดีมาก แต่หลัง ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

เพราะว่าเมื่อเทรดเดอร์อยู่ในตลาด Forex นาน ๆ เทรดเดอร์จะเข้าใจตลาดมากขึ้นและคิด วิเคราะห์ได้ดีขึ้น แต่ที่ขาดหายไป คือ วินัย จะเข้าออเดอร์โดยตามใจมากกว่าวางแผนมากขึ้น แต่ถึงแม้การเปิดออเดอร์ 10 ออเดอร์ ไม่จำเป็นว่าจะต้องกำไร หรือชนะทุกออเดอร์ ทุกคนมีโอกาสพลาดได้ แต่จะพลาดกี่ออเดอร์แล้วยังสามารถกำไรได้อยู่ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด การใช้หลักการ Risk Reward Ratio (RR) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

💬 "เทรดเสียมากกว่าได้ แต่พอร์ตยังมีกำไร ทำได้อย่างไร?"
🎯 Risk Reward Ratio (RR) คือหัวใจของการบริหารพอร์ตให้ยั่งยืน

แม้จะแพ้มากกว่าชนะ แต่หากกำไรต่อออเดอร์ใหญ่กว่าขาดทุนต่อออเดอร์อย่างสม่ำเสมอ พอร์ตก็ยังสามารถเป็นบวกได้ในระยะยาว