เทรดเดอร์สามารถประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้โดยจากค่าแสดงผล %Margin Level เมื่อค่า %Margin Level ต่ำกว่า 100% ระบบจะแจ้งเตือนให้เทรดเดอร์รีบเติมเงินทันที โดยจะมีแถบกระพริบสีแดงเตือน
| % Margin Level | ความหมาย |
|---|---|
| มากกว่า 10,000% | ปลอดภัยมาก |
| 5,000% – 10,000% | ปลอดภัย |
| 1,000% – 5,000% | ปกติ |
| 500% – 1,000% | เริ่มมีการเทรดมากขึ้น หรือ Overtrade |
| 100% – 500% | วิกฤต |
| น้อยกว่า 100% | พอร์ตใกล้แตก รีบเติมเงินด่วน |
เทรดเดอร์หลายคนจึงพยายามหาทางแก้ไม่อยากติดขาดทุน เพื่อรอโอกาสราคากลับมายัง ณ จุดเดิมที่เทรดเดอร์ต้องการ การบริหารความเสี่ยงนั้น แต่ละคนมีแนวคิดหรือแนวทางที่ต่างกันไป แต่เงินทุนหรือ Balance มาก ๆ ย่อมได้เปรียบกว่า แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงเลย เมื่อเทรดเดอร์มีทุนมาก ๆ ก็มักจะเลือกการเปิด Lots ที่ใหญ่ขึ้นตาม ก็จะส่งต่อความเสี่ยงได้เช่นกัน
Hedging หมายถึง การป้องกันจากการสูญเสีย หรือ ล็อกการขาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาทางแก้ไข การ Hedging คือ การเปิดออเดอร์ทั้งฝั่งขา Buy และขา Sell ในขนาด Lots ที่เท่ากัน เช่น เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Buy ที่ขนาด Lot = 1.00 เมื่อเวลาผ่านไป กราฟราคากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขาดทุนติดลบ เทรดเดอร์จึงทำการ Hedging โดยการเปิดออเดอร์ Sell ที่ขนาด Lot = 1.00 เช่นกัน ส่งผลให้การขาดทุนคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่านี้
นอกจากการเปิดออเดอร์ไม้เดียว โดยมีการตั้ง Stop Loss แล้ว เทรดเดอร์สามารถนำระยะ Stop Loss มาเป็นจุดแก้เกมได้ โดยเปลี่ยนเป็นจุดเปิดออเดอร์เพิ่ม ผิดทางก็เปิดขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าราคาจะกลับตัวแล้วไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ เหมือนลักษณะการเปิดสวนเทรน
เทรดเดอร์เปิดออเดอร์ Sell เพราะคาดการณ์ว่าราคาจะลงมา แต่กลับตรงข้ามกับที่วางแผนไว้ ราคากลับปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงคิดจะแก้พอร์ตโดยสวนเทรน เทรดเดอร์บางคนเปิดในระยะถี่ ๆ ทุกระยะ 50 จุด – 100 จุด ต่อออเดอร์ ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาด Lots ที่เท่ากันทุกออเดอร์ หรือขนาด Lots ที่เพิ่มขึ้นกว่าออเดอร์ก่อนหน้า 2 เท่า หรือ 3 เท่า เมื่อราคากลับลดลงอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะทำกำไรก็จะสูงมาก กำไรอย่างรวดเร็ว
โอกาสกำไรเมื่อราคากลับตัวลงเกิน 50–60% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
กำไรเมื่อราคากลับตัวอย่างน้อย 40% แต่โอกาสล้างพอร์ตสูงหากออเดอร์มากเกินไป
การแก้ปัญหาในการออกออเดอร์ถี่ ๆ ลดความเสี่ยงต่อการล้างพอร์ต โดยใช้เทคนิคของการวิเคราะห์แนวรับแนวต้านมาเป็นจุดเปิดออเดอร์แก้เกม โดยธรรมชาติของราคาจะมีขึ้นและมีลงเสมอ เมื่อเทรดเดอร์หาจุดกลับตัวของราคาได้ โอกาสที่จะพลิกกลับมากำไรเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการลดจำนวนการเปิดออเดอร์โดยไม่จำเป็น
หากราคายังไม่กลับตัวตรงระยะแนวต้านแรกได้ เทรดเดอร์สามารถหาระยะแนวต้านที่ 2 เป็นจุดเปิดออเดอร์แก้ได้อีกครั้ง ทุกครั้งต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากราคาไม่เป็นใจ ก็ต้องตัดสินใจตัดขาดทุนเพื่อรักษาเงินทุนที่เหลือได้ ยังมีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้ ในทางตรงข้าม หากปล่อยให้ราคาลากผิดทางไปเรื่อย ๆ และคิดว่าราคาจะต้องกลับมา หากเงิน Balance ไม่พอ อาจจะล้างพอร์ตเลยก็ได้ ไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่ได้อีกแล้ว
กำไรเมื่อราคากลับตัวลงเกิน 50–60% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
กำไรเมื่อราคากลับตัวลงมาอย่างน้อย 40% ของระยะออเดอร์ทั้งหมด
หลายเทรดเดอร์ได้มีโอกาสไปเรียนเทรด ศึกษาหาความรู้ได้ทั้งใน Google, Youtube, Facebook, ซื้อหนังสือ หรือไปเรียนกับโค้ชเทรดเดอร์ตามสำนักต่าง ๆ ทั้งฟรีและเสียเงินหลักพัน หลักหมื่น หรือบางคนหลักแสนบาท ทำไมช่วงแรกที่เรียนมาเทรดได้กำไรดีมาก แต่หลัง ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
เพราะว่าเมื่อเทรดเดอร์อยู่ในตลาด Forex นาน ๆ เทรดเดอร์จะเข้าใจตลาดมากขึ้นและคิด วิเคราะห์ได้ดีขึ้น แต่ที่ขาดหายไป คือ วินัย จะเข้าออเดอร์โดยตามใจมากกว่าวางแผนมากขึ้น แต่ถึงแม้การเปิดออเดอร์ 10 ออเดอร์ ไม่จำเป็นว่าจะต้องกำไร หรือชนะทุกออเดอร์ ทุกคนมีโอกาสพลาดได้ แต่จะพลาดกี่ออเดอร์แล้วยังสามารถกำไรได้อยู่ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด การใช้หลักการ Risk Reward Ratio (RR) จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แม้จะแพ้มากกว่าชนะ แต่หากกำไรต่อออเดอร์ใหญ่กว่าขาดทุนต่อออเดอร์อย่างสม่ำเสมอ พอร์ตก็ยังสามารถเป็นบวกได้ในระยะยาว