บทที่ 14
← กลับหน้าหลัก
CHAPTER 14

การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค

กราฟแท่งเทียน กรอบเวลา สไตล์การเทรด และหลัก 6 ข้อของ Dow Theory

🕯️ Candlesticks ⏱️ Timeframe 📐 Dow Theory
การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) เป็นวิธีการคาดการณ์ แนวโน้ม ของสกุลเงินนั้น ๆ การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุแนวโน้มและทำการซื้อหรือขายตามสัญญาณหรืออินดิเคเตอร์ นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเชื่อว่าข้อมูลการเคลื่อนไหวในราคาของตราสารทางการเงินในอดีตสามารถนำมาใช้เพื่อระบุการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้

การวิเคราะห์เชิงเทคนิค คือ การศึกษาของการเคลื่อนไหวของราคา คือ วิเคราะห์ทางเทคนิค = วิเคราะห์กราฟ (Chart) แนวความคิดนี้ ก็คือ สามารถดูประวัติการเคลื่อนไหวของราคา และอาศัยการขยับตัวของราคา ในตัดสินการคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่งว่าราคาจะไปในทิศทางไหน ที่จุดไหน การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังช่วยระบุแนวโน้มที่สามารถช่วยค้นพบโอกาสทำกำไรในการซื้อขาย เพื่อเป็นเทรดเดอร์ที่สมบูรณ์ต้องประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ทั้งสองร่วมกัน

กราฟแท่งเทียน (Candlesticks Charts)

รูปแบบกราฟที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ กราฟแท่งเทียน (Candlesticks Charts)

กราฟแท่งเทียน

กราฟแท่งเทียน (Candlesticks Charts) ในช่วงเวลาของแต่ละแท่ง ของแต่ละเวลา รูปแบบของแท่งเทียนจะมีการเคลื่นไหวตลอดเวลา ยกตัวอย่าง แท่ง H1

รูปแบบการเกิดแท่งเทียน Bullish
Bullish Candlestick
รูปแบบการเกิดแท่งเทียน Bearish
Bearish Candlestick

รูปแบบการเกิดแท่งเทียน Bullish และ Bearish ก่อนจะเปลี่ยนไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

Bullish Bearish pattern
Candlestick patterns
ควรเลือกกรอบเวลาใดในการเทรด ?

การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์ ซึ่งเทรดเดอร์มือใหม่มักทำผิดพลาดโดยการเทรดในกรอบเวลาขนาดเล็กเพื่อทำผลกำไรอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดทุนและความยุ่งยากในการเทรดได้

ประเภทของกรอบเวลา

กราฟมีตั้งแต่ 1 นาที ไปจนถึงกราฟราคารายเดือน กรอบเวลามีทั้งแบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตัวอย่างเช่น M1 และ M30 เป็นระยะสั้น H1 เป็นระยะกลาง และ H4 ถึง MN เป็นระยะยาว

กรอบเวลาจะช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของตลาดได้ดีนั้น เทรดเดอร์บางคนชอบกรอบเวลาที่กว้างกว่า เช่น กราฟรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนที่มีอยู่ใน MetaTrader เมื่อเลือกกรอบเวลาสำหรับการเทรดแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาความถนัด ความผันผวนของตลาด กลยุทธ์ และสไตล์การเทรด

จากการทดลองจำนวนมาก กรอบเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการเทรดคือกราฟหนึ่งชั่วโมง (H1) และกราฟสี่ชั่วโมง (H4) กรอบเวลาเหล่านี้เหมาะสมเพราะมีความกว้างที่พอดี ไม่กว้างจนเกินไป กราฟแบบ H1 และ H4 ให้สัญญาณการเทรดเพียงเล็กน้อยแต่แม่นยำกว่า ลองทดลองกับกรอบเวลาที่แตกต่างกันเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุด

สไตล์การเทรดและกรอบเวลา

การเทรดมี 3 ประเภท ได้แก่ ระยะยาว ระยะสั้น (หรือสวิงเทรด) และระหว่างวัน แต่ละประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ลองเปรียบเทียบประเภทกรอบเวลาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างและเลือกประเภทการเทรดที่เหมาะสม

สไตล์การเทรด ภาพรวม ข้อดี ข้อเสีย
การเทรดระยะยาว ถือออเดอร์เป็นระยะเวลานาน ใช้กราฟรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน การเทรดมีระยะตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายปี ไม่จำเป็นต้องเฝ้าติดตามตลาดทุกวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเทรดที่น้อยลงและผลกำไรที่ลดลง ต้องมีความอดทนและเงินทุนจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินเนื่องจากความผันผวนของตลาด
การเทรดระยะสั้น หรือสวิงเทรด ใช้กราฟ 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง (H1 - H4) สำหรับการเทรดแบบสวิงหรือการเทรดตำแหน่งระยะสั้นที่ถือไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ จะพบโอกาสในการเทรดโดยขาดทุนน้อยที่สุดในแต่ละเดือน ต้นทุนการเทรดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเข้าเทรดบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาด
การเทรดระหว่างวัน ปิดดีลทั้งหมดเมื่อหมดวัน โดยใช้กราฟ 1 นาทีและ 30 นาที (M1 - M30) มีโอกาสในการเทรดมากมายและไม่มีการขาดทุนรายเดือน ออกจากการเทรดในตอนกลางคืนโดยปิดขาดทุนหรือกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการทำธุรกรรมจะสูงเนื่องจากมีการเข้าและออกบ่อยครั้ง
การเทรดตามกรอบเวลา

กรอบเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับบุคคล การยอมรับความเสี่ยง และเงินทุน กรอบเวลาที่แคบลงมีความเสี่ยงสูงพร้อมผลกำไรที่มากขึ้น กรอบเวลาที่กว้างขึ้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อจัดการกับความผันผวนของตลาด ในท้ายที่สุด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเทรดเดอร์

ในการตัดสินใจเทรดอย่างชาญฉลาด แนะนำทำตามขั้นตอนเหล่านี้

1. ใช้กราฟเพื่อวิเคราะห์กรอบเวลาที่ต้องการ

2. ใช้กรอบเวลาที่กว้างขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางราคา

3. ตัดสินใจทางเทคนิคเกี่ยวกับกรอบเวลาที่ต้องการ และกำหนดจุดเข้าและออกอย่างเหมาะสม

4. สุดท้าย พิจารณาการเทรดอื่น ๆ โดยใช้กรอบเวลาที่แคบลง

Dow Theory จุดเริ่มต้นของกราฟ

เทรดเดอร์ควรรู้จัก 3 สิ่งที่สำคัญ คือ

- Price Pattern

- Trendline

- Indicator

"Dow Theory" เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญมากที่สุดของเทรดเดอร์ เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของราคา เพื่อมองแนวโน้มของราคาและใช้วิเคราะห์ทิศทางของตลาด และหาจุดเข้าซื้อขายของเทรดเดอร์ ซึ่ง Dow Theory เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ ของเทรดเดอร์ เพื่อแตกแขนงทางเทคนิคต่าง ๆ ดังนั้นเทรดเดอร์จำเป็นต้องดูเทรนให้ออก

Dow Theory
หลักสำคัญ 6 ข้อ ของ Dow Theory
1. ตลาดสะท้อนภาพข่าวความเคลื่อนไหวต่าง ๆ

เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์ข่าวและข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้จากความเคลื่อนไหวในตลาด ในตลาดค่าเงิน Forex จะบ่งบอกถึงค่าเงินนั้น ๆ ว่าขณะนี้อ่อนค่าหรือแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินใดค่าเงินหนึ่ง หรือตลาดหุ้นที่จะบ่งบอกได้ถึงผลประกอบการของบริษัทที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ตลาดมีการเคลื่อนไหวหลัก ๆ อยู่ 3 รูปแบบ

แนวโน้มใหญ่ (Primary or Major Trend) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะแสดงถึงความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะยาว 1 ปี – 3 ปี

แนวโน้มรอง (Secondary Trend) เป็นแนวโน้มที่เล็กกว่าแนวโน้มใหญ่ที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะ 1 เดือน – 3 เดือน

แนวโน้มเล็ก (Minor Trend) จะเป็นแนวโน้มที่มีความผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก โดยเป็นแนวโน้มที่จะบ่งบอกความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะ 1 วัน – 3 สัปดาห์

3. ระยะเทรนแบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก ๆ

ตามทฤษฎี Dow สามารถแบ่งเทรนออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ ดังนี้

- ช่วงสะสมราคาหรือเก็บของ (Accumulation Phase) เป็นช่วงจังหวะของเทรดเดอร์ที่กำลังจะเข้าตลาดเพื่อเปิดคำสั่งซื้อขาย หรือบางคนกำลังรอจังหวะการเข้าเทรดหลังจากนี้ เพราะมองว่าแนวโน้มยังไม่ชัดเจนว่าจะไปในทางไหน

- ช่วงมหาชนมีส่วนร่วม (Public Participation) หรือที่เรียกว่าตลาดมีความเคลื่อนไหวของราคา ขึ้น - ลง เป็นเทรนอย่างชัดเจน มีการเข้าเทรดมากที่สุด

- ช่วงแจกจ่ายหรือปล่อยของ (Panic Phase) จะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในสภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) เทรดเดอร์มักจะปิดออเดอร์ในการทำกำไรก่อน และเพื่อรอหาจังหวะเข้าเทรดครั้งต่อไป ดังนั้นการเข้าเทรดในช่วงนี้จะมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเทรดเดอร์ตัดสินใจซื้อขาย เปิดออเดอร์ช้าเกินไปเพราะกลัว "ตกรถ" แล้วราคาเกิดเปลี่ยนทิศทาง จะทำให้เทรดเดอร์ "ติดดอย" หรือ "ติดเหว" ส่งผลให้ขาดทุนได้นั่นเอง

4. ตลาดทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

ทฤษฎี Dow ยืนยันว่าดัชนีตลาดทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันและสะท้อนภาพรวมของตลาดแบบเดียวกัน

5. วอลุ่มเป็นตัวยืนยันเทรน

ปริมาณการซื้อขายในตลาด (Volume) มีจะผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาด Forex หรือตลาดหุ้น โดยวอลุ่มการซื้อขายที่สูงจะอยู่ในช่วงที่เป็นเทรนขาขึ้น หรือเทรนขาลง

6. แนวโน้มจะเป็นไปแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

เมื่อราคาไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ราคาหมดกำลังซื้อขายแล้ว และมีสัญญาณกำลังจะเปลี่ยนเทรนที่ชัดเจน

"เทรดตามที่เห็น ไม่เทรดตามที่คิด"