การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TA) เป็นวิธีการคาดการณ์ แนวโน้ม ของสกุลเงินนั้น ๆ การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุแนวโน้มและทำการซื้อหรือขายตามสัญญาณหรืออินดิเคเตอร์ นักวิเคราะห์ทางเทคนิคเชื่อว่าข้อมูลการเคลื่อนไหวในราคาของตราสารทางการเงินในอดีตสามารถนำมาใช้เพื่อระบุการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้
การวิเคราะห์เชิงเทคนิค คือ การศึกษาของการเคลื่อนไหวของราคา คือ วิเคราะห์ทางเทคนิค = วิเคราะห์กราฟ (Chart) แนวความคิดนี้ ก็คือ สามารถดูประวัติการเคลื่อนไหวของราคา และอาศัยการขยับตัวของราคา ในตัดสินการคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่งว่าราคาจะไปในทิศทางไหน ที่จุดไหน การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังช่วยระบุแนวโน้มที่สามารถช่วยค้นพบโอกาสทำกำไรในการซื้อขาย เพื่อเป็นเทรดเดอร์ที่สมบูรณ์ต้องประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ทั้งสองร่วมกัน
รูปแบบกราฟที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ กราฟแท่งเทียน (Candlesticks Charts)
กราฟแท่งเทียน (Candlesticks Charts) ในช่วงเวลาของแต่ละแท่ง ของแต่ละเวลา รูปแบบของแท่งเทียนจะมีการเคลื่นไหวตลอดเวลา ยกตัวอย่าง แท่ง H1
รูปแบบการเกิดแท่งเทียน Bullish และ Bearish ก่อนจะเปลี่ยนไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ของเทรดเดอร์ ซึ่งเทรดเดอร์มือใหม่มักทำผิดพลาดโดยการเทรดในกรอบเวลาขนาดเล็กเพื่อทำผลกำไรอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดทุนและความยุ่งยากในการเทรดได้
กราฟมีตั้งแต่ 1 นาที ไปจนถึงกราฟราคารายเดือน กรอบเวลามีทั้งแบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตัวอย่างเช่น M1 และ M30 เป็นระยะสั้น H1 เป็นระยะกลาง และ H4 ถึง MN เป็นระยะยาว
กรอบเวลาจะช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของตลาดได้ดีนั้น เทรดเดอร์บางคนชอบกรอบเวลาที่กว้างกว่า เช่น กราฟรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนที่มีอยู่ใน MetaTrader เมื่อเลือกกรอบเวลาสำหรับการเทรดแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาความถนัด ความผันผวนของตลาด กลยุทธ์ และสไตล์การเทรด
จากการทดลองจำนวนมาก กรอบเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการเทรดคือกราฟหนึ่งชั่วโมง (H1) และกราฟสี่ชั่วโมง (H4) กรอบเวลาเหล่านี้เหมาะสมเพราะมีความกว้างที่พอดี ไม่กว้างจนเกินไป กราฟแบบ H1 และ H4 ให้สัญญาณการเทรดเพียงเล็กน้อยแต่แม่นยำกว่า ลองทดลองกับกรอบเวลาที่แตกต่างกันเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
การเทรดมี 3 ประเภท ได้แก่ ระยะยาว ระยะสั้น (หรือสวิงเทรด) และระหว่างวัน แต่ละประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ลองเปรียบเทียบประเภทกรอบเวลาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างและเลือกประเภทการเทรดที่เหมาะสม
| สไตล์การเทรด | ภาพรวม | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|---|
| การเทรดระยะยาว | ถือออเดอร์เป็นระยะเวลานาน ใช้กราฟรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน การเทรดมีระยะตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายปี | ไม่จำเป็นต้องเฝ้าติดตามตลาดทุกวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเทรดที่น้อยลงและผลกำไรที่ลดลง | ต้องมีความอดทนและเงินทุนจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินเนื่องจากความผันผวนของตลาด |
| การเทรดระยะสั้น หรือสวิงเทรด | ใช้กราฟ 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง (H1 - H4) สำหรับการเทรดแบบสวิงหรือการเทรดตำแหน่งระยะสั้นที่ถือไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงไม่กี่สัปดาห์ | จะพบโอกาสในการเทรดโดยขาดทุนน้อยที่สุดในแต่ละเดือน | ต้นทุนการเทรดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเข้าเทรดบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาด |
| การเทรดระหว่างวัน | ปิดดีลทั้งหมดเมื่อหมดวัน โดยใช้กราฟ 1 นาทีและ 30 นาที (M1 - M30) | มีโอกาสในการเทรดมากมายและไม่มีการขาดทุนรายเดือน | ออกจากการเทรดในตอนกลางคืนโดยปิดขาดทุนหรือกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้นทุนการทำธุรกรรมจะสูงเนื่องจากมีการเข้าและออกบ่อยครั้ง |
กรอบเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับบุคคล การยอมรับความเสี่ยง และเงินทุน กรอบเวลาที่แคบลงมีความเสี่ยงสูงพร้อมผลกำไรที่มากขึ้น กรอบเวลาที่กว้างขึ้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อจัดการกับความผันผวนของตลาด ในท้ายที่สุด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเทรดเดอร์
1. ใช้กราฟเพื่อวิเคราะห์กรอบเวลาที่ต้องการ
2. ใช้กรอบเวลาที่กว้างขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางราคา
3. ตัดสินใจทางเทคนิคเกี่ยวกับกรอบเวลาที่ต้องการ และกำหนดจุดเข้าและออกอย่างเหมาะสม
4. สุดท้าย พิจารณาการเทรดอื่น ๆ โดยใช้กรอบเวลาที่แคบลง
เทรดเดอร์ควรรู้จัก 3 สิ่งที่สำคัญ คือ
- Price Pattern
- Trendline
- Indicator
"Dow Theory" เป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญมากที่สุดของเทรดเดอร์ เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของราคา เพื่อมองแนวโน้มของราคาและใช้วิเคราะห์ทิศทางของตลาด และหาจุดเข้าซื้อขายของเทรดเดอร์ ซึ่ง Dow Theory เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและพัฒนาเทคนิคต่าง ๆ ของเทรดเดอร์ เพื่อแตกแขนงทางเทคนิคต่าง ๆ ดังนั้นเทรดเดอร์จำเป็นต้องดูเทรนให้ออก
เทรดเดอร์สามารถคาดการณ์ข่าวและข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้จากความเคลื่อนไหวในตลาด ในตลาดค่าเงิน Forex จะบ่งบอกถึงค่าเงินนั้น ๆ ว่าขณะนี้อ่อนค่าหรือแข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินใดค่าเงินหนึ่ง หรือตลาดหุ้นที่จะบ่งบอกได้ถึงผลประกอบการของบริษัทที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย
แนวโน้มใหญ่ (Primary or Major Trend) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะแสดงถึงความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะยาว 1 ปี – 3 ปี
แนวโน้มรอง (Secondary Trend) เป็นแนวโน้มที่เล็กกว่าแนวโน้มใหญ่ที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะ 1 เดือน – 3 เดือน
แนวโน้มเล็ก (Minor Trend) จะเป็นแนวโน้มที่มีความผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก โดยเป็นแนวโน้มที่จะบ่งบอกความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะ 1 วัน – 3 สัปดาห์
ตามทฤษฎี Dow สามารถแบ่งเทรนออกเป็น 3 ระยะหลัก ๆ ดังนี้
- ช่วงสะสมราคาหรือเก็บของ (Accumulation Phase) เป็นช่วงจังหวะของเทรดเดอร์ที่กำลังจะเข้าตลาดเพื่อเปิดคำสั่งซื้อขาย หรือบางคนกำลังรอจังหวะการเข้าเทรดหลังจากนี้ เพราะมองว่าแนวโน้มยังไม่ชัดเจนว่าจะไปในทางไหน
- ช่วงมหาชนมีส่วนร่วม (Public Participation) หรือที่เรียกว่าตลาดมีความเคลื่อนไหวของราคา ขึ้น - ลง เป็นเทรนอย่างชัดเจน มีการเข้าเทรดมากที่สุด
- ช่วงแจกจ่ายหรือปล่อยของ (Panic Phase) จะเป็นช่วงที่ตลาดอยู่ในสภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold) เทรดเดอร์มักจะปิดออเดอร์ในการทำกำไรก่อน และเพื่อรอหาจังหวะเข้าเทรดครั้งต่อไป ดังนั้นการเข้าเทรดในช่วงนี้จะมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าเทรดเดอร์ตัดสินใจซื้อขาย เปิดออเดอร์ช้าเกินไปเพราะกลัว "ตกรถ" แล้วราคาเกิดเปลี่ยนทิศทาง จะทำให้เทรดเดอร์ "ติดดอย" หรือ "ติดเหว" ส่งผลให้ขาดทุนได้นั่นเอง
ทฤษฎี Dow ยืนยันว่าดัชนีตลาดทั้งหมดมีความสัมพันธ์กันและสะท้อนภาพรวมของตลาดแบบเดียวกัน
ปริมาณการซื้อขายในตลาด (Volume) มีจะผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาด Forex หรือตลาดหุ้น โดยวอลุ่มการซื้อขายที่สูงจะอยู่ในช่วงที่เป็นเทรนขาขึ้น หรือเทรนขาลง
เมื่อราคาไปถึงจุดจุดหนึ่งที่ราคาหมดกำลังซื้อขายแล้ว และมีสัญญาณกำลังจะเปลี่ยนเทรนที่ชัดเจน
"เทรดตามที่เห็น ไม่เทรดตามที่คิด"