มี อยู่ 2 ประเภทคือ
1. การวิเคราะห์โดยปัจจัยพื้นฐาน
2. การวิเคราะห์โดยปัจจัยทางเทคนิค
การวิเคราะห์ทางการซื้อขาย เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่เทรดเดอร์ใช้ในการตัดสินใจลงทุน
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะบอกเทรดเดอร์ว่าจะซื้อขายอะไร ?
การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะบอกเทรดเดอร์ว่าควรซื้อขายเมื่อใด ?
การเตรียมการสำหรับการซื้อขาย
การวางและการตรวจสอบการซื้อขาย
การประเมินการซื้อขาย
จะเห็นได้ชัดว่าเทรดเดอร์จะทำการวิเคราะห์มากที่สุดในส่วนแรก ดังนั้นความสำเร็จของเทรดเดอร์จึงขึ้นอยู่กับ คุณภาพของการวิเคราะห์ แม้ว่าจะเป็นความรู้ทั่วไปที่ว่าเทรดเดอร์ควรใช้ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่เทรดเดอร์บางรายก็ยังคงชอบอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า
เทรดเดอร์บางกลุ่มอาจไม่เห็นด้วยกับ "นักเทรดเทคนิค" เหล่านี้ และสนับสนุนวิธีการวิเคราะห์ตลาด Forex ด้วยปัจจัยพื้นฐาน เทรดเดอร์จะพินิจพิเคราะห์และกลั่นกรองข่าวเศรษฐกิจมหภาค จะให้ความสนใจกับข่าว เพื่อที่จะได้คิดวางแผนและแก้ไขแนวทางในอนาคตของตลาด เทรดเดอร์กลุ่มนี้คือคนที่ยึดมั่นในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
กลุ่มแรกนั้นโดยทั่วไปแล้วก็คือ เทรดเดอร์ที่เก็งกำไรตามแรงเหวี่ยงของราคา และเทรดเดอร์ที่ใช้เวลาเทรดในระยะเวลาสั้น ๆ หรือ เปิดและปิดตำแหน่งโดยใช้เวลา ภายในหนึ่งวัน เป็นชั่วโมง เป็นนาที หรือแม้กระทั่งวินาที ส่วนอีกกลุ่มนั้นเป็นนักเทรดที่เน้นไปในเชิงกลยุทธ์มากกว่า นั่นก็คือ กลุ่มเทรดเดอร์กลุ่มนี้ชอบที่จะถือตำแหน่งไว้หลายวัน หลายสัปดาห์ หรือกระทั่งหลายเดือน เป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งและมีความอดทนสูง
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานสำหรับเทรด Forex นั้นต่างจากการเทรดหุ้น เมื่อมีเทรดเดอร์คนหนึ่งซื้อขายคู่สกุลเงิน เทรดเดอร์จะคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจและเหตุการณ์ข่าว ที่รวบรวมไว้ในปฏิทินเศรษฐกิจ เมื่อเทรดเดอร์คนหนึ่งจะซื้อขายหุ้น เทรดเดอร์จะวางเดิมพันของตนตามรายงานผลประกอบการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานอย่างไรในช่วงไตรมาสก่อนหน้า
เทรดเดอร์บางคนก็คิดว่าตัวเองเป็น "เทรดเดอร์ทางเทคนิค" โดยอาศัยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา และเครื่องมือทางเทคนิคในการวิเคราะห์ และไม่ได้ใส่ใจกับกระแสข่าวเศรษฐกิจมากนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเทรดเดอร์กลุ่มนี้ก็คือ ราคาของสกุลเงิน / สินทรัพย์ทางการเงิน สิ่งอื่น ๆ นั้นเป็นเพียงแค่สิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจ
โดยทั่วไปแล้วเทรดเดอร์จะเปิดกราฟ และติดตามการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดต่อไป เทรดเดอร์มักใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่แตกต่างกัน เพื่อหาแนวโน้มและการกลับตัวของแนวโน้ม และยังพยายามระบุรูปแบบบางอย่างของกราฟ เครื่องมือเหล่านี้ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ แต่เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องเข้าใจสูตรเหล่านั้น เพราะว่าได้นำมาแสดงในรูปแบบของกราฟ เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคบางตัวกลายเป็นที่ชื่นชอบสำหรับเทรดเดอร์ โดยเทรดเดอร์ก็สามารถสรรค์สร้างกลยุทธ์การลงทุนของตัวเองได้
ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นจึงควรประยุกต์ใช้ 2 วิธีนี้เข้าด้วยกัน ขณะที่ซื้อขายในระหว่างวันก็ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคก่อน เพื่อพิจารณาสถานะของตลาด ระดับของจุดเข้าและออกของการเทรด จากนั้นใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อปรับกลยุทธ์ของเทรดเดอร์ โดยคำนึงถึงเหตุการณ์ในปฏิทินเศรษฐกิจ ในการเทรดระยะยาว อันดับแรกให้กำหนดแนวโน้มด้วยการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน แล้วมองหาจุดเข้าและออกโดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
| การวิเคราะห์ทางเทคนิค | การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน | |
|---|---|---|
| คำอธิบาย | ใช้การเคลื่อนไหวของราคาเพื่อทำนายทิศทางของราคาในอนาคต | อธิบายว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจใดที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวของราคาบนแผนภูมิและปัจจัยอะไรที่เป็นตัวบ่งบอกการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต |
| แหล่งที่มาของข้อมูล | กราฟราคา | ข่าวเศรษฐกิจต่าง ๆ ข่าวเหตุการณ์ต่าง ๆ |
| สัญญาณการเข้า | การเกิดขึ้นของราคาและสัญญาณตัวบ่งชี้ทางเทคนิค | ซื้อขายเมื่อสินทรัพย์มีมูลค่าสูงกว่าหรือต่ำกว่า |
| ประเภทของเทรดเดอร์ | เทรดเดอร์ที่เทรดระยะสั้น | เทรดเดอร์ที่เทรดระยะยาว |
| ระยะเวลาในการลงทุน | ตำแหน่งที่ถือจะเป็น รายวัน หรือ รายชั่วโมง รายนาที | ตำแหน่งที่ถือจะเป็น รายสัปดาห์ หรือรายเดือน |
| แนวคิดหลัก | ทฤษฎี Dow, แนวรับแนวต้าน, รูปแบบราคา | การเปรียบเทียบตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นค่าจริง กับตัวเลขที่คาดการณ์ หรือตัวเลขในอดีต |
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันตลาด การวิเคราะห์ประเภทนี้จะอ้างอิงมาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจและเหตุการณ์ข่าวต่าง ๆ เมื่อเทรดเดอร์ได้สร้างกลยุทธ์ขึ้นมาแล้วนั้น จะพิจารณาความเคลื่อนไหวของตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ย, ยอดขายปลีก, ข้อมูลการจ้างงาน และอื่น ๆ อีกมากมาย เทรดเดอร์สามารถค้นหาข้อมูลข่าวที่สำคัญทั้งหมดในปฏิทินเศรษฐกิจได้
เหตุการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นรวมทั้งการประกาศของผู้ว่าการธนาคารกลาง การอภิปรายในประเด็นระหว่างประเทศ เช่น Brexit การเปลี่ยนแปลงสมาชิกของรัฐบาล บางข่าวสามารถคาดการณ์ได้ในขณะที่บางข่าวก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ - ในกรณีนี้เทรดเดอร์จะต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่
หนึ่งในความท้าทายของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือการเรียนรู้วิธีการตีความการเปลี่ยนแปลงในข้อมูลทางเศรษฐกิจและการกล่าวสุนทรพจน์ของบุคคลสำคัญ
หากข้อมูลทางเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นและเกินความคาดหมายสกุลเงินของประเทศนั้น ๆ จะแข็งค่าขึ้น เมื่อเทรดเดอร์ซื้อขายคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินสองสกุล สามารถใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ได้ ประเทศใดที่แข็งแกร่งกว่าสกุลเงินก็จะมีค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนมีอยู่หลายปัจจัย ซึ่งมากพอที่จะทำให้เทรดเดอร์สับสนและมึนงง จนไม่สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งหมดในคราวเดียวกันได้
มีตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่อาจส่งผลต่อราคาของสกุลเงินได้ เรียกว่า "ตัวขับเคลื่อนตลาด" ประกอบด้วย
ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ คือข้อมูลย่อยต่าง ๆ ของข้อมูลทางเศรษฐกิจและการเงินที่เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐและเอกชน สถิติเหล่านี้ช่วยให้เห็นถึงตัวขับเคลื่อนของตลาดและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด เพื่อตอบสนองต่อข่าวด้านเศรษฐกิจในทางที่เหมาะสม เทรดเดอร์ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการรายงานสถิติต่าง ๆ และ อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ซึ่งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด และอธิบายถึงผลกระทบต่อราคาต่าง ๆ ของแต่ละสกุลเงิน
ตัวชี้วัดผลผลิต GDP, ผลผลิตอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก เมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลเหล่านี้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็จะโตตามขึ้นเช่นกัน ถ้าตัวเลขข้อมูลเหล่านี้แข็งแรงให้ดูค่าการแข็งค่าของสกุลเงินนั้น
ตัวบ่งชี้ความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นของธุรกิจและผู้บริโภค ตัวบ่งชี้กลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดอารมณ์ของผู้บริโภคหรือนักลงทุน ยิ่งมีการใช้จ่ายหรือลงทุนมากขึ้นเท่าใด ก็จะทำให้เศรษฐกิจประเทศและค่าเงินสกุลนั้นจะแข็งค่ามากขึ้น
ตัวบ่งชี้ตลาดแรงงาน อัตราการว่างงาน, ค่าจ้าง, การเปลี่ยนแปลงในการจ้างงานและเลิกจ้างงาน, การเรียกร้องเรื่องการว่างงาน ยิ่งอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นมาก ค่าเงินของสกุลเงินประเทศก็จะดีขึ้นตามด้วยเช่นกัน (ตรงกันข้ามกับอัตราการว่างงาน)
ตัวบ่งชี้ทางตลาด การเคหะ ใบอนุญาตการก่อสร้าง, สัญญายินยอม, การอนุมัติ, จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยใหม่, จำนวนบ้านมือสองและบ้านใหม่ที่รอการปิดการขาย ถ้ามีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในตลาดการเคหะ นั้นหมายความว่าเศรษฐกิจประเทศดี ตัวอย่างเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินประเทศนั้นเพิ่มขึ้น
อัตราเงินเฟ้อ CPI, PPI, WPI, RPI อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อค่าเงิน ในขณะเดียวกันถ้าอัตราเงินเฟ้อต่ำลงเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตามในระยะเวลาสั้น ๆ CPI และดัชนีเงินเฟ้ออื่น ๆ อาจจะมีผลตรงข้ามต่อค่าเงิน การประเมินอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น อาจผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นด้วย และอาจทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพิ่มขึ้น
ดุลการค้า มูลค่ารวมของการส่งออกของประเทศลบด้วยมูลค่ารวมของการนำเข้า > 0 ส่วนเกิน < 0 ส่วนขาด เมื่อประเทศมีการแลกเปลี่ยนการค้าเกิน อุปสงค์ของค่าเงินจากคู่ค้าต่างประเทศก็เพิ่มขึ้น ดังนั้นทำให้ค่าสกุลเงินประเทศแข็งค่าขึ้น ทางกลับกัน การขาดดุลการค้านั้นทำให้ค่าเงินของประเทศอ่อนค่าลง
ดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลยภาพระหว่างประเทศและประเทศคู่ค้า สะท้อนให้เห็นถึงการชำระเงินทั้งหมดสำหรับสินค้า บริการ ดอกเบี้ย และเงินปันผล > 0 ส่วนเกิน < 0 ส่วนขาด การขาดดุลหมายความว่า ประเทศใช้จ่ายมากกว่ารายรับ และทำให้มีการยืมเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อนำมาลดการขาดดุล ผลกระทบเมื่อค่าเงินประเทศมีผลเป็นลบ ส่วนเกิน ในทางตรงกันข้ามมีผลกระทบเชิงบวกต่อค่าเงิน
ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจในการศึกษาเปรียบเทียบถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาเปรียบเทียบในการวางแผนและกำหนดนโยบายต่าง ๆ สำหรับพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ
GDP สูง = เศรษฐกิจเติบโตได้ดี GDP ต่ำ = เศรษฐกิจชะลอตัว
ตัวเลขทางสถิติที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ครอบครัวหรือผู้บริโภคซื้อหามาบริโภคเป็นประจำ
ดัชนีราคาผู้บริโภคนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสถิติสำคัญที่สุด ถูกใช้บ่อยสุดในการระบุช่วงเวลาของภาวะเงินเฟ้อ หรือภาวะเงินฝืด ช่วยให้มองเห็นได้ว่าค่าเงินที่แท้จริงของประชาชนนั้นเป็นอย่างไร
ผลออกมาเชิงบวก = ค่าเงินแข็งค่า ผลออกมาเชิงลบ = ค่าเงินอ่อนค่า
ดัชนียอดค้าปลีก เป็นการวัดค่าการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายอดขายทั้งหมดในระดับการค้าปลีก ซึ่งเป็นดัชนีที่สำคัญมากที่สุด สามารถบ่งชี้ถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งคิดเป็นส่วนสำคัญมากที่สุดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับ Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales
ผลออกมาเชิงบวก = ค่าเงินแข็งค่า ผลออกมาเชิงลบ = ค่าเงินอ่อนค่า
ดัชนี PMI ย่อมาจาก Purchasing Managers Index คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จัดทำด้วยการสำรวจธุรกิจเอกชนในประเทศนั้น ประกอบด้วย ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ การประกาศตัวเลขเดือนล่าสุด และเปรียบเทียบในรอบหลายเดือน เพื่อสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังไปในทิศทางใด
ผลออกมาเชิงบวก = ค่าเงินแข็งค่า ผลออกมาเชิงลบ = ค่าเงินอ่อนค่า
Nonfarm Payrolls คือ ดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่สำคัญของสหรัฐ ที่ประกาศทุก ๆ วันศุกร์แรกของแต่ละเดือน ผ่านทางการรวบรวมตัวเลขทางสถิติการจ้างงานในภาคการบริการ, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรม โดยไม่นับรวมไปถึงการจ้างงานในภาคการเกษตร, ในครัวเรือน และในองค์กรไม่แสวงหากำไรโดยกรมสถิติแรงงานของสหรัฐ ตัวเลขของสหรัฐจะมีผลต่อสกุลเงินดอลลาร์เป็นอย่างมากและมักจะเกิดความผันผวนต่อค่าเงินสกุลอื่นด้วย โดยแต่ละครั้ง จะมีการประกาศอยู่ 3 ข้อหลัก คือ
Average Hourly Earnings คือ อัตราค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง
Non - Farm Employment Change คือ อัตราการจ้างงานนอกภาคการเกษตร
Unemployment Rate คือ อัตราการว่างงาน
ผลออกมาเชิงบวก = ค่าเงินแข็งค่า
ผลออกมาเชิงลบ = ค่าเงินอ่อนค่า
ผลออกมามีทั้งบวกและลบ = ค่าเงินจะแกว่ง สวิงไปมา
กรณีที่ตัวเลขออกมามีทั้งผลบวกและลบ ส่วนใหญ่กราฟจะวิ่งไปตามหัวข้อที่ประกาศออกมาตามลำดับ ทั้งนี้บางครั้งทิศทางของราคาอาจไม่เป็นไปตามที่ตัวเลขประกาศหรือค่าเงินเคลื่อนไหวน้อย อาจจะมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย ที่มีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุนในส่วนของประเทศอื่น ๆ มีประกาศแค่ 2 ข้อ
Eemployment Rate และ Unemployment Rate คือ อัตราการจ้างงานและว่างงาน
อัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางหลัก ๆ ทั้งหมดได้ตั้งค่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมไว้ มีนโยบายการเงินอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดอัตราดอกเบี้ยลงถ้าเศรษฐกิจของชาติมีความจำเป็นต้องพัฒนา ผลกระทบของค่าเงินเป็นเชิงลบ) และนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะลดอัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบของค่าเงินเป็นเชิงบวก)
การซื้อพันธบัตร ธนาคารกลางมีการซื้อขายพันธบัตรของรัฐบาล โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของจำนวนเงินในคลัง การกระทำเช่นนี้ทำให้เครดิตนั้นถูกลง และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการทางการเงินที่ไม่ปกติเหล่านี้ ทำให้ค่าเงินลดลง การซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางนั้น นำไปสู่เงินอุปทานที่สูงขึ้น หรือเรียกว่าการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ Quantitative Easing (QE)
การประกาศนโยบายการเงินจาก FOMC
การประกาศนโยบายการเงินจาก BOC
การประกาศนโยบายการเงินจาก BOE
การประกาศนโยบายการเงิน ECB
ยอดดุลงบประมาณและหนี้สิน ถ้าประเทศใดมีหนี้สินมาก จะทำให้ความน่าสนใจลดลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ เพราะว่าหนี้สินสาธารณะที่มีมากนั้นนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อของประเทศ นอกจากนี้หนี้สินขนาดใหญ่นั้นอาจทำให้ต่างชาติกังวล ถ้านักลงทุนเชื่อว่ามีความเสี่ยงในประเทศ ความล้มเหลวในข้อกำหนดหรือภาระผูกพัน ความต้องการของสกุลเงินของประเทศจะลดลง และทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนลดลงเช่นกัน
การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจาก IMF, OCER, ธนาคารโลก และองค์กรอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดย Moody's, Fitch. S&P และหน่วยงานอื่น ๆ
นักลงทุนต่างประเทศมักจะหาประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง และทางเศรษฐกิจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมือง หรือความไม่สงบ ทำให้การลงทุนจะไม่ลงทุนต่อและย้ายเงินลงทุนออกไปจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ค่าเงินของประเทศจึงอ่อนตัวลงเนื่องจากกระแสของการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองบางครั้งนั้น ก็มีผลกระทบจากความวุ่นวายในสังคม การเปลี่ยนแปลงของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่สำคัญต่าง ๆ เหตุการณ์เหล่านี้ยังสามารถมีอิทธิพลต่อค่าเงินเช่นกัน ผลการเลือกตั้งหรือลงประชามติที่ไม่คาดคิดอาจทำให้เกิดความผันผวนของค่าสกุลเงิน (ผลกระทบจากการชนะเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือ ผลกระทบของการที่สหราชอาณาจักรออกจาก Brexit) คำพูดหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้นำประเทศ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ สามารถทำให้ค่าเงินแต่ละสกุลผันผวนได้ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงินสามารถเป็นสาเหตุหลักให้เกิดกระแสข่าวที่แตกต่างกันออกไป
ท้ายที่สุดนั้น เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น สงคราม แผ่นดินไหว หรือ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ โรคระบาด เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่ออัตราการแลกเปลี่ยนเช่นกัน
ข่าวปัจจัยพื้นฐาน ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด และอธิบายถึงผลกระทบต่อราคาต่าง ๆ ของแต่ละสกุลเงิน ดังนั้นเวลาการประกาศตัวเลขออกมาจะส่งผลต่อค่าเงินและทองคำเป็นอย่างมาก