หมายถึงการบริหารจัดการเงินทุนของเทรดเดอร์ สำหรับการเทรด Forex หรือตัวอักษรย่อ เช่น MM การวางแนวทางในการบริหารเงินทุน โดยมีการกำหนดในส่วนของ กำไร ว่าต้องการที่เท่าใด หรือการขาดทุน ว่าจะ Cut Loss ที่ตรงไหนอย่างไร การวางเงินในแต่ละคำสั่ง หรือการเปิด Lot เป็นต้น ทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นเรื่องของ Money Management ทั้งสิ้น
ก่อนทำการเทรดเพื่อซื้อขาย โปรดเช็ค Lots ทุกครั้งก่อนการเทรด เพราะ Lots คือขนาดของสัญญา การซื้อขายในแต่ละ Order จะกำไรมากน้อย หรือขาดทุนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับขนาดของสัญญา เทรดเดอร์หลายคนมักขาดทุนจากการใส่ขนาด Lots ที่มากเกินไป หรือบริหารความเสี่ยงมากเกินไป ส่งผลให้ขาดทุน
การใช้สูตรคำนวณนี้เป็นสูตรพื้นฐานที่นิยมใช้กัน เช่น มีเงินทุน $100 ควรจะใส่ขนาด Lots
นำ $100 หารด้วย 10,000 จะเท่ากับ 0.01
นั่นหมายความว่าควรใส่ขนาด Lots ได้ 0.01 เป็นต้น
แต่การคำนวณ Lots นี้ ไม่ได้เป็นสูตรตายตัว เพราะเทรดเดอร์แต่ละคนมีจุดรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน เทคนิคต่างกัน การบริหารความเสี่ยงที่ต่างกัน ย่อมส่งผลต่อการใส่ขนาด Lots ที่ต่างกันได้
เทรดเดอร์บางคนยอมรับความเสี่ยงขาดทุนที่ 10% ของเงิน
เทรดเดอร์บางคนยอมรับความเสี่ยงขาดทุนที่ 30% ของเงิน เป็นต้น
สูตรการคำนวณความเสี่ยง Risk นี้ มักจะใช้วางจุดที่ยอมรับการขาดทุน เพื่อคำนวณว่า ขนาด Lots ควรเป็นเท่าไหร่ เช่น
นำ $100 คูณ ความเสี่ยง 5% หาร ด้วยระยะ SL 300 จุด
นั่นหมายความว่าควรใส่ขนาด Lots ได้ 0.01
ตั้งจุดกำไร Reward ที่ระยะ 2 เท่า ของระยะ SL
จะได้ระยะ TP 600 จุด
การออกแบบการเทรดไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีอะไรแน่นอน กราฟในตลาด Forex วิ่งขึ้นลงในแต่ละวันไม่เท่ากัน ในแต่ละปีไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจิตวิทยาของเทรดเดอร์ย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
การเปิดออเดอร์อีกวิธีหนึ่ง โดยใช้คำสั่งจากแถบบนแผงควบคุม
กดที่แถบ New Order ในแถบหน้าต่างใหม่ Order สามารถกำหนดการตั้งค่าออเดอร์และค่าอื่น ๆ ได้
Symbol — คู่เงินที่ต้องการเทรด
Volume — ขนาด Lots ที่ต้องการเปิด
Stop Loss — ระยะจุดตัดขาดทุน
Take Profit — ระยะจุดตัดกำไร
Type — สถานะการเปิดออเดอร์ (เปิดทันที)
Sell By Market — คำสั่ง Sell
Buy By Market — คำสั่ง Buy
เมื่อใส่ค่าที่ต้องการเปิดเดอร์แล้ว กดแถบ
คำสั่ง Sell By Market เมื่อต้องการ Sell
คำสั่ง Buy By Market เมื่อต้องการ Buy
การเปิดคำสั่งการซื้อขายแต่ละครั้ง ต้องคำนึงถึงเงิน Balance ที่เทรดเดอร์ฝากเงินเข้าไปว่าเพียงพอต่อการเปิดเดอร์ และขนาดของ Lots หรือไม่ หากเทรดเดอร์ฝากเงินจำนวนน้อย และต้องการเปิดขนาด Lots ที่มากเกินไป ก็จะไม่สามารถเปิดออเดอร์ได้
Leverage คือเงินที่ยืม ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืมเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการซื้อขาย Forex (ปกติ 1 Lots จะต้องมีเงิน $100,000) การใช้เลเวอเรจที่มากขึ้นส่งผลให้เทรดเดอร์สามารถเทรด Lots ได้จำนวนมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเลือกเลเวอเรจมากหรือน้อย กำไรที่เทรดก็ยังคงเท่ากันเหมือนเดิม
เช่น เทรดเดอร์ตัดสินใจใช้เลเวอเรจขนาด 1:1000 ในการซื้อขาย ซึ่งหมายความว่าจากเงิน 100% เทรดเดอร์จะใช้เงินลงทุนเพียง 1% ในขณะที่โบรกเกอร์ให้ยืมอีก 99% ที่เหลือในการเทรด
เมื่อเทรดเดอร์ซื้อขายโดยใช้หลักประกัน (Margin) นั่นหมายถึงว่าเทรดเดอร์กำลังใช้เลเวอเรจเพื่อจะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าที่เทรดเดอร์มีในบัญชี
ตัวอย่างเช่น หากเทรดเดอร์จะซื้อขาย 1 Lots Standard ($100,000) ในขณะที่มีเงินเพียง $1,000 นั่นหมายถึงเทรดเดอร์กำลังใช้เลเวอเรจ 1 : 100
เลเวอเรจจะเพิ่มความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุนของเทรดเดอร์ สรุปก็คือการใช้เลเวอเรจจะช่วยให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้นด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน แต่ก็อาจสูญเสียได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นโปรดจำไว้ว่าการซื้อขายด้วยเลเวอเรจที่มากขึ้นย่อมมีความเสี่ยงที่สูงกว่า เลเวอเรจสูงอาจกินหลักประกันเร็วกว่าเลเวอเรจระดับกลางหรือต่ำ
ตัวอย่างเช่น ด้วยเลเวอเรจ 1 : 100 เทรดเดอร์จะสามารถเปิดคำสั่งซื้อขาย $10,000 โดยมีเงินในบัญชีเพียง $100 หากคำสั่งซื้อขายเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คาด 1% ก็จะได้รับกำไร $100 ในทางกลับกัน การเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม 1% ก็จะส่งผลให้ขาดทุน $100
เลเวอเรจสูงสุดที่ FBS พร้อมให้บริการจะขึ้นอยู่กับประเภทบัญชีและข้อจำกัดที่กำหนดโดยกฎหมายที่บังคับใช้
เทรดเดอร์สามารถปรับเลเวอเรจได้วันละ 1 ครั้ง โดยสามารถปรับได้ที่ส่วนของ Personal Area ที่แถบของแผงควบคุม โดยกดที่เลขเลเวอเรจปัจจุบันที่แสดงอยู่ปัจจุบัน
สำหรับตราสาร Forex มีเลเวอเรจให้บริการหลากหลายตั้งแต่ 1 : 1 ถึง 1 : 3000 เทรดเดอร์สามารถเปลี่ยนแปลงเลเวอเรจได้ตลอดเวลาใน Personal Area ของ โดย FBS อาจปรับเลเวอเรจสำหรับตำแหน่งที่เปิดอยู่และเปิดใหม่โดยอัตโนมัติขึ้นอยู่กับผลรวมของอิควิตี้ตามข้อจำกัดเหล่านี้
| FOREX | ||
|---|---|---|
| เงินทุน (Balance) USD หรือ EUR |
บัญชี Standard | บัญชี Cent |
| 0 – 199 | 1 : 3000 | 1 : 1000 |
| 200 – 1,999 | 1 : 2000 | — |
| 2,000 – 4,999 | 1 : 1000 | — |
| 5,000 – 29,999 | 1 : 500 | 1 : 500 |
| 30,000 – 149,999 | 1 : 200 | 1 : 200 |
| 150,000 ขึ้นไป | 1 : 100 / 1 : 50 / 1 : 25 1 : 10 / 1 : 5 / 1 : 1 |
1 : 100 / 1 : 50 / 1 : 25 1 : 10 / 1 : 5 / 1 : 1 |
ตราสารอื่น ๆ เลเวอเรจจะคงที่
| โลหะ | 1 : 500 |
| ดัชนี US30 US100 และ US500 | 1 : 500 |
| ดัชนีอื่น ๆ และพลังงาน | 1 : 200 |
| หุ้น | 1 : 100 |
| คริปโต | 1 : 500 |
Margin หรือหลักประกัน คือจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการเปิดคำสั่งซื้อขายในแต่ละครั้ง ว่าใช้เงินหลักประกันใน Balance ไปเท่าไหร่
มาร์จิ้นคือเงินทุนจำนวนเล็กที่เก็บไว้เพื่อให้เทรดเดอร์เปิดดีลการเทรดใหม่ในตลาด เงินทุนจำนวนนี้จะพิจารณาจากขนาดของสัญญาเทรด Forex นอกเหนือจากจำนวนเลเวอเรจ
มาร์จิ้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่น มาร์จิ้นนั้นเป็นการรับประกันว่าเทรดเดอร์จะสามารถเก็บออเดอร์ที่เปิดไว้ในตลาดได้ มาร์จิ้นจะถูกส่งคืนไปยังยอดคงเหลือในบัญชีหลังจากปิดธุรกรรม โบรกเกอร์จะใช้จำนวนมาร์จิ้นในการปกป้องออเดอร์ของเทรดเดอร์และครอบคลุมการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นกับบัญชีระหว่างการเทรด
มูลค่าของมาร์จิ้นที่ต้องการนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของออเดอร์การเทรดในตลาด สมมุติว่าเทรดเดอร์มียอดเงินในบัญชี $1,000 บริษัทโบรกเกอร์จะเสนอเลเวอเรจ 1 : 100 เทรดเดอร์ต้องการเปิดสถานะซื้อในคู่สกุลเงิน USDCAD ด้วยสัญญาขนาดเล็ก 0.10 ปริมาณ คือ 10,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ซึ่งก็คือดอลลาร์สหรัฐ หากไม่มีเลเวอเรจทางการเงิน เทรดเดอร์จะไม่สามารถดำเนินธุรกรรมการซื้อ 10,000 ดอลลาร์ด้วยขนาดบัญชีแค่ 1,000 ดอลลาร์
แต่ด้วยระบบมาร์จิ้นและเลเวอเรจ เทรดเดอร์จะสามารถเปิดออเดอร์ได้ โบรกเกอร์จะเปิดสัญญาสำหรับเทรดเดอร์และเพื่อแลกเปลี่ยน โบรกเกอร์จะเก็บมูลค่าของเงินทุนจำนวนหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับขนาดของสัญญาและเลเวอเรจทางการเงิน
ซึ่งเรียกว่า มาร์จิ้นสำรอง และคำนวณโดยการหารมูลค่าของสัญญาด้วยมูลค่าของเลเวอเรจ $10,000 ÷ 100 = $100
ดังนั้น มาร์จิ้นที่เก็บไว้ $100 จะถูกหักออกจากเงินทุน เหลือ $900 ในบัญชี ซึ่งก็คือเงินประกันคงเหลือ หากดีลปิดด้วยกำไรที่ 120 ดอลลาร์ เงินจำนวนนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในยอดคงเหลือ โบรกเกอร์จะคืนมาร์จิ้นที่เก็บไว้ ($100) ไปยังบัญชี เพื่อให้ยอดคงเหลือเท่ากับ 1,120 ดอลลาร์
แต่ถ้าการปิดเกิดขึ้นหลังจากการขาดทุน $50 แล้ว จะถูกหักออกจากยอดคงเหลือ โบรกเกอร์จะคืนมาร์จิ้นที่เก็บไว้ให้กับบัญชี และยอดคงเหลือจะอยู่ที่ 950 ดอลลาร์ จำนวนมาร์จิ้นที่กำหนด (Margin Requirement) ของ Forex ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนเลเวอเรจที่เทรดเดอร์เลือก รวมถึงขนาดล็อตและตราสาร
แพลตฟอร์มการซื้อขายของเทรดเดอร์แสดงตัวเลขฟรีมาร์จิ้น (Free Margin) (หรือมาร์จิ้นที่ใช้งานได้) และระดับมาร์จิ้น (Margin Level) โดยฟรีมาร์จิ้น คือเงินในบัญชีของเทรดเดอร์ที่สามารถใช้เพื่อรักษาตำแหน่งออเดอร์ที่เปิดอยู่หรือใช้เพื่อเปิดออเดอร์ใหม่ ส่วนระดับมาร์จิ้น คือเปอร์เซ็นต์ที่แสดงให้เทรดเดอร์เห็นว่าเงินทุนที่ยังไม่ได้ใช้งานมีอยู่เท่าไรในขณะนี้ ระดับเปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น ไม่ควรตำกว่า 200% จะดีที่สุด
หากคำสั่งซื้อขายที่เปิดอยู่ของเทรดเดอร์ขาดทุนอยู่ ระดับมาร์จิ้นก็จะลดลง และเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเงินทั้งหมด โบรกเกอร์ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Margin Call หรือการเรียกหลักประกันเพิ่ม โดย Margin Call คือระดับของมาร์จิ้นที่เฉพาะเจาะจง (ที่ FBS คือ 40%) ซึ่งเมื่อเทรดเดอร์ไปถึงระดับนี้แล้ว ระบบจะเริ่มเตือนเพื่อให้แน่ใจว่าเทรดเดอร์ปิดคำสั่งซื้อขายที่ขาดทุนหรือให้รีบฝากเงินเข้าบัญชีเทรดเพิ่มเติมเพื่อรักษาออเดอร์ ไม่ให้ถูกปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติ ดังนั้นเทรดเดอร์ควรวางแผนการเงินให้ดี
เมื่อระดับมาร์จิ้นลดลงถึงระดับต่ำสุดที่อนุญาตหรือระดับ Stop Out (ที่ FBS คือ 20%) คำสั่งซื้อขาย โดยเริ่มจากคำสั่งซื้อขายที่ขาดทุนมากที่สุดจะถูกปิดโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันยอดเงินคงเหลือติดลบ (Negative Balance)
อิควิตี้ ระดับมาร์จิ้นและฟรีมาร์จิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาจริง ดังนั้นเทรดเดอร์จึงควรให้ความสำคัญกับตัวเลขเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทรดเดอร์ใช้อัตราส่วนเลเวอเรจที่ใหญ่ขึ้น เลเวอเรจอาจทำให้ได้กำไรก้อนโตด้วยการลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่ก็อาจทำให้ขาดทุนจำนวนมากได้เช่นกัน ดังนั้นโปรดใช้ความระมัดระวังในการเลือกใช้เลเวอเรจไม่ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และควรวางแผนบริหารเงินทุนให้ดี แน่นอนว่าถ้าได้กำไร ผลกำไรของเทรดเดอร์ก็จะทวีคูณ แต่ถ้าขาดทุน ผลขาดทุนก็จะทวีคูณเช่นกัน
เลเวอเรจใน Forex เป็นเงินทุนที่ยืมมาซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์เพิ่มปริมาณการซื้อขายและผลตอบแทนที่เป็นไปได้ โดยเป็นจำนวนเงินที่โบรกเกอร์ให้ยืม เพื่อทำให้เทรดเดอร์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อซื้อขายใน Forex
ในทางกลับกัน มาร์จิ้นคือจำนวนเงินที่เทรดเดอร์ต้องการเพื่อใช้เปิดออเดอร์ จำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีของเทรดเดอร์คือเงินที่ใช้เป็นหลักประกัน ซึ่งจำเป็นต้องเพียงพอเพื่อรองรับการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการซื้อขาย โดยมาร์จิ้นที่กำหนดขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของเลเวอเรจ ขนาดล็อต และตราสาร
ทั้งเลเวอเรจและมาร์จิ้นนั้นต่างก็มีความสำคัญ เลเวอเรจช่วยให้มีอำนาจในการซื้อขายมากขึ้น และมาร์จิ้นจะปกป้องยอดเงินคงเหลือของเทรดเดอร์ไม่ให้ต่ำกว่าศูนย์
สลิปเปจ คือ ความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดหวังในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ สกุลเงิน หรือสินค้ากับราคาที่ทำการซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาด สลิปเพจเกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงในระหว่างที่เทรดเดอร์ได้ส่งคำสั่งซื้อขายไปจนถึงช่วงเวลาที่คำสั่งนั้นถูกดำเนินการ
สาเหตุ เกิดจากความผันผวนของตลาด สภาพคล่องที่ต่ำ และคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ล้วนส่งผลให้เกิดสลิปเพจได้ทั้งนั้น
วิธีลดผลกระทบ ซื้อขายในช่วงเวลาที่ตลาดนิ่ง ใช้คำสั่งซื้อขายแบบตั้งราคา และเลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง
สลิปเพจเป็นเรื่องปกติในการซื้อขาย และสามารถลดผลกระทบได้